ครั้งแรกของไทย! นักวิจัย มก. ทดลองเลี้ยงปลาแซลมอน หวังต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง แม้รู้ว่า ‘ไม่ง่าย

27 พ.ค. 2569, กรุงเทพฯ — ใครจะคิดว่าปลาเมืองหนาวจัดอย่าง “แซลมอนแอตแลนติก” จะมาแหวกว่ายอยู่ในเมืองร้อนตับแลบอย่างประเทศไทย?

ล่าสุดทีมนักวิจัยจากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ PTT LNG เดินหน้าโครงการทดลองเลี้ยง “ปลาแซลมอนแอตแลนติก” ครั้งแรกของไทย ภายใต้ระบบน้ำหมุนเวียน (RAS) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำมูลค่าสูงในประเทศ โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจาก ProChile หรือ กรมส่งเสริมการส่งออกชิลี ในการประสานงานนำเข้าไข่ปลาแซลมอนจากประเทศชิลีจำนวน 20,000 ฟอง โดยดำเนินการภายใต้ขั้นตอนการอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศชิลี ก่อนจัดส่งถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยระยะแรกของโครงการ ทดลองเลี้ยงปลาแซลมอนด้วยระบบน้ำหมุนเวียน (RAS) เป็นครั้งแรกของประเทศ หวังทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ และตอบโจทย์ค้างคาใจคนไทยทั้งประเทศว่า “ทำไมเราจะเลี้ยงแซลมอนเองไม่ได้

ทีมวิจัยซึ่งนำโดย ผศ. ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำลังศึกษาการเจริญเติบโตของปลา การจัดการด้านโภชนาการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อประเมินว่าการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยได้หรือไม่ เพื่อปูทางสู่อุตสาหกรรมแซลมอนของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้ รศ.ดร.วราห์ เทพาหุดี ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เหตุใดประเทศไทยจึงไม่ทดลองเลี้ยงปลามูลค่าสูงอย่าง “ปลาแซลมอน” ทั้งที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมวิจัยตัดสินใจเริ่มต้นโครงการ แม้จะรู้ดีว่าการเลี้ยงปลาเมืองหนาวในประเทศอากาศร้อนอย่างไทย เต็มไปด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องอุณหภูมิ ต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยี และระบบการจัดการ

“ถ้าไม่มีใครเริ่ม ประเทศไทยก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าเราทำได้หรือไม่ได้” รศ.ดร.วราห์ กล่าว

สำหรับโครงการระยะแรก มีการนำเข้าไข่ปลาแซลมอนจากประเทศชิลีจำนวน 20,000 ฟอง เพื่อใช้ในการทดลอง โดยถือเป็นการนำเข้าเพื่อวิจัยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้ระบบควบคุมและการอนุญาตที่เข้มงวด ถึง จำนวนไข่ดังกล่าวถือว่าไม่มาก เนื่องจากระบบทดลองยังมีขนาดเล็ก และเมื่อปลาเติบโตขึ้น จำเป็นต้องลดความหนาแน่นในการเลี้ยงลง โดยคาดว่าสุดท้ายอาจเหลือปลาเพียงไม่ถึง 5,000 ตัวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญของโครงการในวันนี้ ยังไม่ใช่การผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงการค้า แต่เป็นการ “สะสมองค์ความรู้” เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาแซลมอนในสภาพอากาศร้อน ซึ่งในอนาคตอาจต่อยอดไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวกับน้ำอุ่นได้

ปัจจุบัน ไข่ปลาแซลมอนเริ่มฟักแล้ว โดยมีอัตราการฟักสูงถึง 99% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก ขณะนี้ลูกปลาอยู่ในระยะดูดซึมสารอาหารจาก “ถุงไข่แดง” ตามธรรมชาติ และยังไม่เริ่มกินอาหาร โดยหลังจากถุงไข่แดงยุบ จึงจะเข้าสู่ช่วงเริ่มให้อาหารและอนุบาลอย่างเต็มระบบโดยคาดว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี ปลาแซลมอนจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 100–300 กรัม ซึ่งยังห่างจากขนาดเชิงพาณิชย์ เนื่องจากปลาแซลมอนในตลาดทั่วไปมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3–4 กิโลกรัม และต้องใช้เวลาเลี้ยงราว 3 ปีครึ่ง

รศ.ดร.วราห์ เทพาหุดี อธิบายว่า ปลาแซลมอนเป็นปลาที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้ง “น้ำจืดและน้ำเค็ม” โดยช่วงวัยอ่อนจะเติบโตในน้ำจืด ก่อนย้ายลงทะเลเมื่อตัวโตขึ้น ดังนั้น โครงการระยะแรกจะทดลองเลี้ยงในระบบน้ำจืดประมาณ 1 ปี ก่อนพิจารณาขออนุญาตทดลองเลี้ยงในน้ำเค็มต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปลาแซลมอนถือเป็น “สัตว์น้ำต่างถิ่น” การทดลองทุกขั้นตอนจึงต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อธรรมชาติ หากโครงการไม่ได้รับการต่อยอดในอนาคต ปลาทั้งหมดจะต้องถูกทำลายตามข้อกำหนด เพื่อป้องกันการหลุดรอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ “อาหารปลาแซลมอน” เพราะประเทศไทยยังไม่มีการผลิตอาหารสำหรับปลาแซลมอนโดยเฉพาะ ทีมวิจัยจึงต้องนำอาหารสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น อาหารกุ้งและอาหารลูกปลา มาปรับใช้ในการทดลองช่วงแรก

แม้วันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนในประเทศไทยอาจยังเป็นเรื่องใหม่และเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า โครงการนี้คือ “จุดเริ่มต้นสำคัญ” ที่อาจช่วยเปิดทางสู่อุตสาหกรรมสัตว์น้ำมูลค่าสูงของไทยในอนาคต

“นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ที่มีการนำเข้าไข่ปลาแซลมอนเพื่อทดลองเลี้ยงอย่างจริงจัง แม้วันนี้อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่หากไม่มีใครเริ่ม ประเทศไทยก็อาจไม่มีวันก้าวสู่อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้” ทีมวิจัยกล่าวทิ้งท้าย

Message us