กรมวิชาการเกษตรคว้า 2 รางวัลเลิศรัฐ 2569 ยกระดับการผลิตพืชปลอดภัยนวัตกรรมตรวจวิเคราะห์สู่มาตรฐานสากล

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรางวัล    เลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 2 รางวัล ในสาขาบริการภาครัฐ ได้แก่ รางวัลประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงาน “เครือข่ายการผลิตพืชปลอดภัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคกลาง
สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน” โดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (สวพ.5) และ
รางวัลประเภทนวัตกรรมการบริการ ระดับดี จากผลงาน “Matrix Plus Multiplex Real-time PCR: ตรวจจำแนกข้าวโพด GMO เพื่อการค้าโลก” โดยกองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ

ทั้ง 2 ผลงานสะท้อนการนำองค์ความรู้ด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของกรมวิชาการเกษตร
ไปพัฒนางานบริการให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคการเกษตรของประเทศ
โดยเข้ารับรางวัลจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี

โดยผลงาน “เครือข่ายการผลิตพืชปลอดภัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคกลาง
สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน”
 สวพ.ดำเนินงานอย่างเป็นระบบในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคกลาง ในระหว่างปี 2564–2568 วิเคราะห์ปัญหาและระบบการผลิตพืชร่วมกับเกษตรกร พัฒนาแนวทางการผลิตที่เหมาะสม ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์ การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้แหนแดงทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี จัดทำแปลงต้นแบบ สนับสนุนการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างเครือข่ายขยายผลเทคโนโลยีอย่างเข้มแข็ง เพื่อยกระดับการผลิตพืชที่ปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงานมีเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัย 20,122 ราย
เกิดเกษตรกรต้นแบบ 52 ราย และเกษตรกรเครือข่ายผู้ผลิตพืชปลอดภัย 422 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 1,160 ไร่ โดยมีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 8,183 ราย และเกษตรอินทรีย์ 142 ราย รวมพื้นที่ 57,444 ไร่ นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 56 หน่วยงาน
มีผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตปลอดภัย 12 ราย ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ
(Q Shop) 377 ร้าน และเกษตรกร 3 กลุ่มสามารถรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายผลผลิตเข้าสู่ตลาดโมเดิร์น
เทรดได้โดยตรง

ที่สำคัญ ผลการดำเนินงานยังสะท้อนถึงการยกระดับการผลิตพืชที่ปลอดภัย สร้างรายได้ที่มั่นคง และใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยผลการสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างในผลผลิตช่วงปี 2564–2568 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ลดลง 25% แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรตระหนักในความสำคัญต่อการผลิตพืชปลอดภัย รวมทั้งมีการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบ Zero Waste Farm

ขณะที่ผลงาน “Matrix Plus Multiplex Real-time PCR: ตรวจจำแนกข้าวโพด GMO เพื่อการค้าโลก” โดยกองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นนวัตกรรมที่พัฒนากระบวนการตรวจจำแนกสายพันธุ์ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม โดยนำ Matrix Approach มาทำงานร่วมกับเทคนิค Multiplex Real-time PCR และได้รับการรับรองวิธีทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตร

นวัตกรรมดังกล่าวสามารถลดระยะเวลาในการตรวจจำแนกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมจากเดิม
15 วัน เหลือเพียง 5 วัน (ลดลง 67%) ขณะเดียวกันลดต้นทุนการตรวจจาก 24,920 บาทต่อตัวอย่าง
เหลือ 4,400 บาทต่อตัวอย่าง (ลดลง 82%) ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและลดภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ให้แก่ผู้รับบริการ 
โดยให้บริการจริงตั้งแต่ปี 2565 พร้อมทั้งต่อยอดและขยายผลความร่วมมือด้านการตรวจวิเคราะห์กับหน่วยงานภาครัฐ ห้องปฏิบัติการภาคเอกชน และเครือข่ายห้องปฏิบัติการด้าน GMO ในระดับอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบการตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตรของไทยให้มีความน่าเชื่อถือและรองรับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า

“รางวัลเลิศรัฐทั้ง 2 รางวัลในปีนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของบุคลากรกรมวิชาการเกษตรในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมเดินหน้าต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก สอดรับกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว