โลกร้อนเร่งเกมการค้าโลก! มิตรผลเดินหน้าลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ไร่อ้อยสมัยใหม่ พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงระบบขนส่งและบรรจุภัณฑ์ มุ่งเป้า Net Zero ปี 2050 สะท้อนโอกาสอุตสาหกรรมเกษตรไทยยกระดับการแข่งขันด้วยความยั่งยืน
รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก ในขณะที่ดัชนี Climate Risk Index 2026 ชี้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นอันดับ 17 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อมในการปรับตัวอยู่ในอันดับที่ 123 จาก 192 ประเทศ ตามการจัดอันดับของ ND-GAIN สอดคล้องกับการประเมินของธนาคารโลกว่าหากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ผลกระทบจาก Climate Change อาจฉุด GDP ไทยลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2050

ความท้าทายที่กล่าวมายังทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อประชาคมโลกยกระดับมาตรการและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป ตลอดจนข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจสูง อาทิ จีนและสิงคโปร์ เวทีการค้าโลกจึงกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องราคาและต้นทุน แต่ยังครอบคลุมถึงมาตรฐานการลดคาร์บอน การตรวจสอบย้อนกลับ และความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม
‘Carbon Neutral Complex’ ของมิตรผล บทพิสูจน์ของอุตสาหกรรมเกษตรที่
กลุ่มมิตรผล องค์กรที่ผูกพันกับภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยมานานกว่า 70 ปี ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายด้านการเปลี่
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มมิตรผลได้ประกาศเจตนารมณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2022 โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรื
“บรรเทิง ว่องกุศลกิจ” ย้ำความยั่งยืนต้องเติบโตไปด้วยกัน
นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจของกลุ่มมิตรผลตั้งอยู่บนความตั้งใจที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบข้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
การขับเคลื่อนสู่ Net Zero จึงต้องเริ่มจากการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้บุคลากรทั้งในองค์กรและชุมชนโดยรอบ โดยโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต และต่อยอดสู่ความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า
พร้อมย้ำว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน
กรณีของกลุ่มมิตรผลสะท้อนให้เห็นว่า การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมเกษตรสามารถขับเคลื่อนผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การผลิต พลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนของโรงงาน ไม่ได้หมายความว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดตลอดห่วงโซ่คุณค่าจะเป็นศูนย์แล้ว และยังต้องติดตามความคืบหน้าของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละส่วนอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายสำคัญคือการขยายแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลในวงกว้าง โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบจัดการข้อมูลที่จำเป็น ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและคู่ค้าร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เพราะอนาคตของเกษตรไทยไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณผลผลิตหรือราคาสินค้า แต่ยังรวมถึงความสามารถในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และปรับตัวให้ทันกติกาโลกที่เปลี่ยนแปลง การถอดบทเรียนจากต้นแบบอย่างมิตรผลจึงเป็นอีกจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
การเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
