เจียไต๋ประกาศ “เกมใหม่” ไม่ได้ขายแค่สินค้า! ผนึกพันธมิตรปั้นเกษตรกรไทยสู่มืออาชีพ ชูผลงานข้าวเพิ่มผลผลิต 22%

105 ปี เจียไต๋ ปรับบทบาทครั้งใหญ่สู่ “Solution Provider” จากขายปัจจัยการผลิต สู่การออกแบบ “แผนจัดการแปลง” เจาะโจทย์รายพื้นที่ ใช้ข้อมูล-เทคโนโลยี-ผู้เชี่ยวชาญวัดผลจริง เผยแปลงข้าวบางน้ำเปรี้ยวเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย 22% สูงสุด 57% พร้อมขยายโมเดลสู่พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ทุเรียน และแตงโม

ฉะเชิงเทรา – ถึงเวลาปรับเกมครั้งใหญ่ของ “เจียไต๋” เมื่อบริษัทประกาศทิศทางธุรกิจใหม่ เดินหน้าจากบทบาทผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต สู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่ได้มองเพียงการขายสินค้า แต่ต้องการเข้าไปแก้โจทย์เกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงผลลัพธ์ปลายทาง ทั้ง ผลผลิต ต้นทุน คุณภาพ และรายได้

แนวทางดังกล่าวถูกประกาศบนเวที “Chia Tai Moving Forward 2026: Together, We Empower Thai Farmers Through Solutions” ณ เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมประกาศจับมือภาครัฐ ร้านค้าพันธมิตร และภาคธุรกิจ สร้างระบบนิเวศความร่วมมือ หรือ Ecosystem เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่ “เกษตรกรมืออาชีพ”

🚜 จาก “ขายของ” สู่ “ขายผลลัพธ์”

นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ตลอดกว่า 105 ปี เจียไต๋เติบโตเคียงข้างภาคการเกษตรไทย แต่โจทย์ของเกษตรกรวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น แรงงานที่ขาดแคลน สภาพอากาศที่ผันผวน และมาตรฐานด้านคุณภาพที่สูงขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่เกษตรกรต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำแนะนำว่า “ควรซื้ออะไร” แต่ต้องการคำตอบว่า “ทำอย่างไรให้ผลผลิตดีขึ้น ต้นทุนลดลง และอาชีพมีความมั่นคงขึ้น”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจียไต๋เลือกขยับสู่บทบาท Solution Provider โดยนำสินค้า องค์ความรู้ เทคโนโลยี บริการ และความเชี่ยวชาญ มาทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่

“การก้าวไปสู่บทบาทใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งธุรกิจหรือจุดแข็งเดิม แต่เป็นการต่อยอดสิ่งที่เรามีให้สามารถสร้างคุณค่าได้มากขึ้น”

📊 เปิดตัวเลขจากแปลงจริง ข้าวเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย 22%

หัวใจสำคัญของโมเดลใหม่คือ “Crop Management Plan” หรือแผนจัดการการเพาะปลูก ซึ่งเจียไต๋ไม่ได้มองเป็นเพียงแพ็กเกจสินค้า แต่เริ่มจากการวิเคราะห์โจทย์ของเกษตรกรและสภาพพื้นที่ ก่อนออกแบบแนวทางดูแลแปลงในแต่ละระยะ

มีทั้งการบริหารจัดการแปลง การใช้ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช เทคโนโลยี รวมถึงการทำงานของ Agronomist และ Crop Advisor ที่ลงพื้นที่ติดตามผลและนำข้อมูลกลับมาปรับแผนอย่างต่อเนื่อง

และสิ่งที่ทำให้โมเดลนี้น่าสนใจคือ “ตัวเลขจากแปลงจริง”

ที่เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 22% ขณะที่รายที่ทำได้สูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 57%

ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 50 ราย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2,500 ไร่

ขณะเดียวกัน เจียไต๋ยังพัฒนาทีมบินเกือบ 30 ทีม ให้บริการครอบคลุมพื้นที่เกือบ 60,000 ไร่ หวังใช้เทคโนโลยีเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการทำงาน พร้อมลดข้อจำกัดจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน

🌾 ไม่หยุดแค่บางน้ำเปรี้ยว เตรียมขยายโมเดล

เจียไต๋ระบุว่า บทเรียนสำคัญจากการทำงานในพื้นที่คือ “ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกแปลง” เพราะเกษตรกร พื้นที่ สภาพดิน น้ำ สภาพอากาศ และรูปแบบการเพาะปลูกแตกต่างกัน

จึงต้องใช้วิธี ฟัง–ทดลอง–วัดผล–ปรับปรุง ก่อนตัดสินใจขยายผล

จากโมเดลในบางน้ำเปรี้ยว เจียไต๋เริ่มต่อยอดไปยังพื้นที่เกษตรสำคัญอย่าง พระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่าง ทุเรียนและแตงโม โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันเฉพาะสำหรับแต่ละพืชและพื้นที่

🤝 “Ecosystem” คือกุญแจ ไม่ใช่เจียไต๋ทำคนเดียว

นายทวีสุข เมฆธวัชชัยกุล Chief Commercial Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า การทำให้โซลูชันเข้าถึงเกษตรกรและสร้างผลลัพธ์จริงจำเป็นต้องอาศัย Ecosystem

ภาครัฐมีบทบาทด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายเกษตรกร ขณะที่ภาคเอกชนเติมเต็มด้านสินค้า เทคโนโลยี และบริการ ส่วนร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเป็น “แขนขาในพื้นที่” ที่เข้าใจเกษตรกรและบริบทท้องถิ่น

โมเดลนี้จึงเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมทดลองและพัฒนา โดยมี “เกษตรกร” เป็นพันธมิตรหลัก เพราะเป็นผู้ใช้จริงและเป็นคนสะท้อนว่าโซลูชันใดตอบโจทย์หรือยังต้องปรับปรุง

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชน รวมถึง บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด และ XAG

🎯 เป้าหมายใหม่ของเจียไต๋ ไม่ใช่ “ขายมากขึ้น” แต่ต้องทำให้เกษตรกร “ได้มากขึ้น”

นายทวีสุขกล่าวว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนบทบาทครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย แต่คือการสร้างคุณค่าให้เกษตรกร หากเกษตรกรประสบความสำเร็จ พันธมิตรทุกฝ่ายก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน และระบบนิเวศของภาคการเกษตรจะมีความแข็งแรงมากขึ้น

ขณะที่นายมนัสย้ำว่า การเดินหน้าสู่ Solution Provider ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยก้าวต่อไปคือการ พัฒนาโซลูชันให้แข็งแรง พิสูจน์ผลให้ชัด และขยายแนวทางที่ได้ผลไปยังพื้นที่อื่นอย่างมีคุณภาพ

เป้าหมายระยะยาวคือทำให้เกษตรกรไทย ผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แข่งขันได้ มีรายได้มั่นคงขึ้น และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรมืออาชีพ”

“อนาคตของเกษตรไทยจะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะเกิดจากการที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนโซลูชันที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้เกษตรกร”

ทั้งนี้ งาน “Chia Tai Moving Forward 2026” ได้รับเกียรติจาก นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และ มร.มาซาโตชิ ซูยามา ประธานบริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด พร้อมผู้แทนภาครัฐ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายจากทั่วประเทศ ภาคเอกชน และเกษตรกร เข้าร่วมรับฟังทิศทางธุรกิจและแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาภาคการเกษตรไทย