“TFM เขย่าวงการสัตว์น้ำโลก! กางโรดแมป ปี69 ปั้นไทยสู่ ‘ฮับกุ้งพรีเมียม’ ดีดรายได้แตะหมื่นล้าน”

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 TFM แถลงข่าว ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เดินหน้าขยายธุรกิจอาหารสัตว์น้ำสู่ตลาดโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานผลิตกุ้งคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียมในสหรัฐฯ และยุโรป ตั้งเป้ารายได้แตะ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชีย

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า
อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และ
ความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารทะเลพรีเมียมทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ การจัดหาวัตถุดิบที่มีระบบการเพาะเลี้ยงการตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงปลายน้ำผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค

จากปัจจัยดังกล่าว ความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุน และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลก
อุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ปริมาณส่งออกกุ้งไทยลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 2559 เหลือประมาณ 129,000 ตัน ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท

“Game Plan ระยะยาวของ Thai Union Feedmill PCL คือการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรไทย ผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง และการต่อยอดนวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก ภายใต้แนวคิด ‘Lower Carbon Aquaculture’

ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งในประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM ครองส่วนแบ่งตลาดราว 25% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพสินค้า การพัฒนาสูตรอาหาร และการทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกร

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาหารปลา เช่น อาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของบริษัท คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม โดย TFM ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

TFM วางยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเติบโตเคียงข้างเกษตรกรไทย ผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพสูง และการพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Lower Carbon Aquaculture”

ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งของไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM ครองส่วนแบ่งตลาดราว 25% และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรอาหารที่ตอบโจทย์การเลี้ยง และการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งครอบคลุมอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดย TFM ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง.

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31%
โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 21.9% สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดอาหารกุ้งและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ

สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18–20% และวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

“TFM เชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร คู่ค้า และอุตสาหกรรมโดยรวม เราต้องการผลักดันอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลก พร้อมกับการผลักดันรายได้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามที่วางไว้” นายพีระศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

นอกจากนี้ TFM ยังมีจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 จากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยสร้าง Synergy ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ท่ามกลางภาวะราคาปลาป่นโลกที่ยังผันผวน รวมทั้ง
บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียพลังงาน และนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบบอยเลอร์และไฟฟ้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต

Message us