มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต (สพร.) ร่วมกับ 5 ภาคีเครือข่ายด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ จัดพิธี Kick-off เปิดตัวโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “EEC Water Alliance : รู้-รับ-รอด” เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มุ่งสกัด “ภัยจากความขัดแย้ง” ระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และครัวเรือน ก่อนปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569 – 2570 และภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) จะทวีความรุนแรง

นักวิจัยในโครงการได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานภาคีน้ำทั้ง 5 หน่วยงานและจากสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงการมีกำหนดดำเนินงาน 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม 2569) ดำเนินการในกลุ่มพื้นที่ 4 โซนยุทธศาสตร์ ได้แก่ มาบตาพุด ปลวกแดง-บ่อวิน แหลมฉบัง และฉะเชิงเทรา เพื่อส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย และชุดคู่มือการปรับตัว สำหรับ 3 กลุ่มเป้าหมาย (อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และครัวเรือน) ที่พร้อมใช้งานจริงก่อนวิกฤตจะรุนแรงขึ้น
เปิดตัวเลขความเสียหาย: ภาคเกษตร 1.5 หมื่นล้าน/ปี อุตสาหกรรมพันล้าน/วัน จากการวิเคราะห์ของทีมวิจัย หากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 – 2570 ทวีความรุนแรงเทียบเท่าหรือสูงกว่าวิกฤตปี 2558/2559 และ 2563 จะส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นที่ EEC ทั้งใน ภาคอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่ไม่สามารถหยุดการผลิตได้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายสะสมอาจสูงถึง หลายพันล้านบาทต่อวัน และ ภาคเกษตรกรรมมูลค่าสูง กลุ่มทุเรียน มังคุด และยางพารา ที่มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 10,000 – 15,000 ล้านบาทต่อปี ที่สำคัญคือ ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำในเขต EEC เพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เมืองการบินภาคตะวันออก Smart City และเกษตรอัจฉริยะ ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญมีความถี่และความแปรปรวนสูงขึ้นกว่ารอบทศวรรษแบบดั้งเดิม ทำให้ฐานข้อมูลและการบริหารจัดการแบบเดิมไม่เท่าทันความซับซ้อนในปัจจุบัน

“จากหิ้งสู่ห้าง” – ม.เกษตรฯ ในบทบาท “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมข้อมูลสู่ปัญญา
ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธีเปิด กล่าวถึงบทบาทของ มก. ภายใต้นโยบาย “จากหิ้งสู่ห้าง” ที่มุ่งเปลี่ยนงานวิจัยจากตัวหนังสือบนชั้นวางให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง
“พื้นที่ EEC กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก Smart City และเกษตรอัจฉริยะ ความต้องการน้ำจึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด มก. ในฐานะสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญพหุวิทยาการด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ จะทำหน้าที่เป็น ‘โซ่ข้อกลาง’ ผสานข้อมูลเชิงเทคนิคจากหน่วยงานน้ำให้กลายเป็น ‘ปัญญา’ ที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงและเข้าใจได้” ผศ.ดร.วิศิษฐ์ กล่าว

บทเรียนวิกฤต 2548 สู่ PAR 4 โซนยุทธศาสตร์ ป้องกันการ “แย่งชิงน้ำ”
รศ.ดร.วีระเกษตร สวนผกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงรายละเอียดโครงการ ระบุว่า ที่มาของโครงการเกิดจากบทเรียน วิกฤตการณ์น้ำภาคตะวันออกปี 2548 ที่เกิดการประท้วงและขัดขวางการผันน้ำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม สาเหตุหลักมาจาก การขาดแคลนข้อมูลที่ได้รับความไว้วางใจ – ทำให้ภาคเกษตรกรรมเกิดความวิตกกังวลต่อความมั่นคงทางน้ำในระดับท้องถิ่น และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเก็บสถิติ แต่เป็น งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ที่ดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเป็น ‘นักวิจัยร่วม’ ไม่ใช่ ‘ผู้ถูกเก็บข้อมูล’ ผ่านกระบวนการ PAOR (Plan – Act – Observe – Reflect) ใน 4 โซนยุทธศาสตร์ ได้แก่ มาบตาพุด ปลวกแดง-บ่อวิน แหลมฉบัง และฉะเชิงเทรา ใช้หลักการ Data-Driven เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากทุกหน่วยงานให้เป็น ‘ชุดเดียวกัน’ ผ่านกลยุทธ์ รู้ รับ รอด พลิกวิกฤตน้ำ EEC สู่ความยั่งยืน ได้แก่
“รู้” – ข้อมูลชุดเดียวกันที่ถูกต้อง: บูรณาการข้อมูลจาก 5 หน่วยงานหลักมาไว้ในที่เดียว และแปรสภาข้อมูลดิบให้เป็นความรู้ที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย
“รับ” – มือวิกฤตด้วยเครือข่ายอัจฉริยะ: พัฒนาโครงข่าย EEC Water Network และระบบ Water Grid ที่มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤต อาทิ ปรากฏการณ์เอลนีโญ
“รอด” – อย่างมั่นคงและยั่งยืน: ยกระดับแนวทางปฏิบัติสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ มุ่งให้
ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล
Partner Spotlight: 5 ภาคีร่วมประกาศจุดยืน

สทนช. เตือน “Critical Zone” – ระวัง ‘Supply ทิพย์ – Demand เทียม’
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนว่า ขณะนี้พื้นที่ EEC กำลังเข้าสู่ “Critical Zone” ของการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงกว่าวิกฤตเมื่อปี 2558 อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมชี้ “กับดัก” สำคัญ 2 ประการที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายต้องระวัง คือ Supply ทิพย์ ปริมาณน้ำที่ปรากฏในรายงานหรือทางทฤษฎีอาจทำได้ไม่เต็มที่ในความเป็นจริง เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องฝนและปัญหาทางเทคนิคของระบบสูบน้ำ และ Demand เทียม ที่ผู้ประกอบการมักแจ้งความต้องการใช้น้ำเผื่อไว้เกินจริง (Over-reservation) นายไพฑูรย์ เสนอให้มีระบบ Single Command เพื่อสร้างเอกภาพในการตัดสินใจ
กรมชลประทาน เผย 3 ภารกิจหลัก เชื่อมโครงข่ายน้ำชลบุรี-ระยอง
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เน้นย้ำภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ (1) การเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ ผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระองค์ไชยานุชิตมายังอ่างเก็บน้ำบางพระ และเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำหลักในระยอง-ชลบุรี (ประแสร์ หนองปลาไหล ดอกกราย) (2) การจัดการ Demand/Supply วิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำที่แท้จริง และบริหารต้นทุนน้ำในแต่ละอ่างที่ราคาแตกต่างกัน และ (3) โครงการในอนาคต ผลักดันโครงข่ายท่อผันน้ำ “ประแสร์ – หนองค้อ – บางพระ” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล (Data Center)

กรมทรัพยากรน้ำ ชู Nature-based Solutions ดูแลพื้นที่นอกเขตชลประทาน
ดร.กัลยาณี สุวรรณประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยและพัฒนาทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ เน้นย้ำการจัดการน้ำนอกเขตชลประทานและสิทธิชุมชน โดยกรมฯ ทำหน้าที่เป็น Data Provider สนับสนุนข้อมูลแหล่งน้ำธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ และระบบแจ้งเตือนภัยแล้ง-น้ำหลาก พร้อมเสนอแนวทาง Nature-based Solutions อาทิ การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ควบคู่กับโครงสร้างทางวิศวกรรม สรุปหลักการ “รู้-รับ-รอด” ว่า รู้: สถานการณ์จากข้อมูลที่ถูกต้อง รับ: มือความเสี่ยงและยอมรับการเปลี่ยนแปลง และ รอด: ร่วมกันทั้งประชาชน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศอย่างสมดุล
กปภ. เตรียมโรงผลิตน้ำ 200,000 ลบ.ม./วัน รองรับ EEC ปี 2573 – 2574
นายวิทยา สามสุวรรณ รองผู้ว่าการ (แผนยุทธศาสตร์) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า กปภ. ดูแลทั้งน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคการท่องเที่ยวในเขต EEC พร้อมยกบทเรียนวิกฤตภัยแล้งปี 2548 และ 2563 ที่นำไปสู่การจัดตั้ง War Room ในช่วงฤดูฝนและการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งช่วยแก้ปัญหามากว่า 10 ปี สำหรับโครงการในอนาคต กปภ. เตรียม ก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาขนาด 200,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคประชาชนและธุรกิจนอกนิคมอุตสาหกรรม คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2573 – 2574 ควบคู่กับโครงการของกรมชลประทานที่จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ นายวิทยา ยังระบุว่า การจัดการน้ำในภาคตะวันออกขณะนี้ “ไม่ได้พึ่งพาเพียงฝน แต่พึ่งพาการบริหารจัดการ” และการเชื่อมโยงโครงข่าย Water Grid ระหว่างจังหวัดชลบุรี – ระยอง พร้อมเร่งพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนระบบส่งน้ำจาก “คลองเปิด” เป็น “ระบบท่อ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียน้ำ

อีสท์ วอเตอร์ เสริมเสถียรภาพโครงข่าย สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
นายประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ร่วมเสริมความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำให้แก่นักลงทุนในพื้นที่ EEC ผ่านการบูรณาการกับ สทนช. กรมชลประทาน และภาคีเครือข่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงข่ายน้ำในภาคตะวันออกมีเสถียรภาพและพร้อมรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
เป้าหมาย: ส่งมอบ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้ EEC ก่อนกันยายน 2569
โครงการ “EEC Water Alliance : รู้-รับ-รอด” จะเริ่มดำเนินงานทันทีในเดือนพฤษภาคม 2569 และส่งมอบ Policy Brief พร้อมชุดคู่มือการปรับตัวแก่รัฐบาลและภาคีในพื้นที่ภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทุกภาคส่วนใช้เตรียมความพร้อมและฝ่าวิกฤตน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะผู้นำการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่รับใช้สังคม
