เปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กโตด้
ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ คือการหยิบยกแนวคิด “Small AI, Big Jobs” มาสะท้อนโอกาสของประเทศกำลังพัฒนาในยุค AI ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างโมเดลขนาดใหญ่ด้วยเงินลงทุนมหาศาล แต่สามารถนำ AI ที่มีต้นทุนไม่สูงและตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านมาช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจ ทั้งลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ที่มีทรัพยากรจำกัด แต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานทั่วโลก โดยแนวคิดดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อนายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า MSMEs มีสัดส่วนถึงร้อยละ 90 ของจำนวนบริษัททั่วโลก และเป็นแหล่งจ้างงานร้อยละ 75 ของแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่อีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1,600 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจรายเล็
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ขอชวนมาสำรวจว่า “Small AI, Big Jobs” สามารถเกิดขึ้นได้จริงในภาคธุ
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่
เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้พัฒนา AI ไทยจะสามารถใช้ความเข้าใจปัญหาของตลาดในประเทศมาสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ตรงจุด
“NIA มองว่าโอกาสของประเทศไทยในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้ก้าวทันโลก แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้จริง โดยเฉพาะกลุ่ม MSMEs ที่ยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร และความพร้อมในการปรับตัว ดังนั้น การพัฒนา AI เฉพาะทางจึงเป็นโอกาสของสตาร์ตอัปไทยในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต หรือการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาระบบขึ้นมาเอง ทั้งยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงการขยายตลาดใหม่ให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทย”

พาส่อง 3 AI สัญชาติไทย จากโจทย์ในแปลงเกษตรสู่นวั
หนึ่งในธุรกิจที่สะท้อนโอกาสของ AI เฉพาะทางได้อย่างชัดเจน คือภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีความท้าทายตั้งแต่ต้นทุน การผลิต แรงงาน ไปจนถึงการรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตลาด โดยที่ผ่านมา NIA ได้ส่งเสริมการพัฒนาและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร ผ่าน“โครงการ AgTech Connext 2026” ที่เชื่อมนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปไทยกับกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวและทุเรียนใน 10 จังหวัด โดยคัดเลือกเกษตรกรจำนวน 70 กลุ่มให้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ ทดลอง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมนำนวัตกรรมจาก 14 สตาร์ตอัปไปถ่ายทอดและส่งเสริมการใช้งานในกระบวนการผลิตจริงซึ่งมีตัวอย่าง AI ที่น่าสนใจ 3 โซลูชัน ได้แก่

อีซีไรซ์ (EASYRICE) – AI ตรวจสอบพันธุ์ข้าวเปลือกและคุ
ลิสเซินฟิลด์ (ListenField) – AI วิเคราะห์ข้อมูลแปลงเกษตร ช่วยลดความสูญเสียและบริหารต้นทุนการผลิต นวัตกรรมด้านเกษตรแม่นยำที่นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลแปลงเพาะปลูกและคุณภาพดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตั้งแต่การจัดการดิน การใช้ปุ๋ย ไปจนถึงการติดตามข้อมูลการเพาะปลูก โดยข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจแทนการอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลง ลดโอกาสการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น และสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดูเรียน เอไอ (Durian AI) – AI คัดเกรดทุเรียนอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการผลผลิ
ทั้งนี้ จะเห็นว่า AI สามารถสร้างประโยชน์ได้ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนสำหรับผู้ใช้งาน แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของโครงการ AgTech Connext 2026 ที่พบว่าการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปไปประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้มากกว่าร้อยละ 10 ในภาพรวมของโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง เพื่อให้นวัตกรรมสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

NIA เดินหน้ากลไก 4G เชื่อมเทคโนโลยีไทยสู่ตลาด ขยายโอกาส AI ให้ธุรกิจทุกระดับ
ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อน AI ให้เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องดำเนินการ ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การทดลองใช้งานจริง ไปจนถึงการสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ โดย NIA มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการจับคู่สตาร์ตอัปผู้พัฒนา AI กับกลุ่ม MSMEs ที่ต้องการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การทดลองใช้นวัตกรรม และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึง AI ที่เหมาะสมกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยนำโซลูชันไปใช้จริงกับลูกค้าและขยายตลาดได้มากขึ้น
สำหรับเป้าหมายของ NIA ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยี AI ใหม่ ๆ แต่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้จริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รักษามาตรฐานสินค้า และสร้างรายได้ใหม่ เพราะเมื่อ MSMEs มีศักยภาพในการแข่งขันและขยายธุรกิจได้มากขึ้น ก็จะช่วยสร้างความต้องการนวัตกรรมในตลาด เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตไปพร้อมกัน และนำไปสู่การลงทุนและการจ้างงานใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ NIA ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้ AI เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
