PQS เร่งเดินหน้าพัฒนา Low Carbon Starch ป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพมั่นใจอยู่ใน Mega Trend โอกาสการเติบโตสูง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังเป็นบวก

2 มีนาคม 2569 – บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) บริษัทรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 2,003.1 ล้านบาท ลดลง 746.2 ล้านบาท หรือ 27.1% จากปีก่อน

สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านราคาของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อหลัก ได้ทยอยลดการพึ่งพาแป้งมันสำปะหลังจากไทย ส่งผลให้ระดับราคาตลาดปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย เพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว บริษัทได้เร่งดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้าแป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และลดการพึ่งพาตลาด commodity พร้อมกันนี้ ภายใต้กรอบ PQS Model ซึ่งมุ่งบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ ควบคุมคุณภาพและจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรภายใต้โครงการ Zero CMD เพื่อยกระดับผลผลิตต่อไร่และเสถียรภาพของวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยการผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์


นายรัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าแป้งมันสำปะหลังยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพในระยะยาว และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเมื่อภาวะตลาดกลับเข้าสู่สมดุล จากทิศทางดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Low-Carbon Starch เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการตัดสินใจจัดซื้อของลูกค้า ผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังคาร์บอนต่ำของ PQS จึงไม่เพียงตอบโจทย์ด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ แต่ยังช่วยสนับสนุนคู่ค้าในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลกในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ของตนเอง และสะท้อนการยกระดับการแข่งขันจากด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่า (Value-Based Competition) อย่างแท้จริง


แม้ผลการดำเนินงานสุทธิจะถูกแรงกดดันด้านรายได้และอัตรากำไร บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 152.7 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องการรักษากระแสเงินสดเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท จึงงดการจ่ายปันผลจากผลประกอบการครึ่งปีหลัง ส่งผลให้บริษัทจ่ายปันผล 1 ครั้งจากผลประกอบการในปี 2568 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,808.4 ล้านบาท หนี้สินรวม 793.6 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,014.8 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 698.9 ล้านบาท และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวด 299.4 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนฐานะการเงินที่ยังมั่นคง

Message us